• numaphon@gmail.com; info@thailawconsult.com
  • 081-759-8181, 095-874-9974
  • 2019-09-03
  • ผู้ดูแลระบบ

บริษัท กฎหมายและการบัญชีไทย จำกัด โดย ทนาย ดร. ณุมาพร พัฒนพงศธร
โทร. 081-759-8181 
Line id : @ThaiLaw


อำนาจและหน้าที่ของผู้จัดการมรดก

ผู้จัดการมรดกมีสิทธิและหน้าที่ที่จะทำการอันจำเป็น เพื่อให้การเป็นไปตามคำสั่งอันชัดแจ้งหรือโดยปริยายแห่งพินัยกรรม และเพื่อจัดการมรดกโดยทั่ว ๆ ไป หรือเพื่อแบ่งปันทรัพย์มรดก ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1719

การจัดการให้เป็นไปตามคำสั่งแห่งพินัยกรรมนั้น เป็นเรื่องที่แล้วแต่เจ้ามรดกจะได้สั่งไว้ในพินัยกรรม เช่น คำสั่งในเรื่องการก่อตั้งมูลนิธิ (มาตรา 1677) เป็นต้น

ส่วนหน้าที่จัดการโดยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายนั้น เช่น หน้าที่ในการเรียกร้องเอาหนี้สินที่ผู้ตายเป็นเจ้าหนี้ และชำระหนี้ที่ผู้ตายเป็นลูกหนี้

นอกจากอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการชำระหนี้ของเจ้ามรดกและการแบ่งปันมรดก ยังมีอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกอีก คือ (1) หลักทั่วไปในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก (2) หน้าที่เฉพาะอย่างที่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติ


(1) หลักทั่วไปในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้จัดการมรดก

(1.1)  ผู้จัดการมรดกต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยตนเอง  จะให้บุคคลอื่นปฏิบัติแทนได้ก็เฉพาะกรณีที่พินัยกรรมให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย หรือโดยคำสั่งศาล หรือในพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก (มาตรา 1723)

การใดที่พินัยกรรมระบุโดยชัดแจ้งว่าให้บุคคลอื่นปฏิบัติแทนได้ หรือถ้าต้องการให้ศาลอนุญาตในเรื่องใด ก็ต้องร้องขอต่อศาลเป็นเรื่อง ๆ ไป

แต่เรื่องที่ผู้จัดการมรดกจะให้บุคคลอื่นทำแทน โดยไม่ต้องมีอนุญาตไว้ในพินัยกรรม หรือไม่ต้องขอให้ศาลอนุญาต (ตอนท้ายของมาตรา 1723) นั้น เป็นเรื่องที่ผู้จัดการมรดกจะต้องตัดสินใจเอาเองว่า จะให้บุคคลอื่นทำแทนได้หรือไม่ ก็พิจารณาตามพฤติการณ์เป็นเรื่อง ๆ ไป ว่าเรื่องใดที่ไม่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถของผู้จัดการมรดก เช่น การส่งมอบสิ่งของที่เจ้ามรดกยืมบุคคลอื่นมาใช้ ผู้จัดการมรดกก็น่าจะให้คนของตนเป็นผู้เอาไปส่งคืนให้ ทั้งนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระของผู้จัดการมรดกไม่ให้ต้องทำเองไปเสียทุกอย่าง ซึ่งวิธีการดังกล่าวก็ย่อมเป็นประโยชน์แก่กองมรดกด้วย

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2516 - 2517/2521 - ผู้จัดการมรดกเพียงแต่มอบอำนาจให้ทนายความมีหนังสือถึงทายาทให้ส่งทรัพย์มรดก นอกนั้นผู้จัดการมรดกทำเอง เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่กองมรดก ไม่เป็นการทำผิดหน้าที่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1825/2523 - ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งนายสมนึกกับพวกอีก 2 คนเป็นผู้จัดการมรดก ระหว่างจัดการมรดก ศาลนัดผู้จัดการทั้งสามมาพร้อมกัน ผู้จัดการมรดกแถลงร่วมกันว่า เรืออากาศโทชาลีกับพวกอีกสองคนขอซื่อที่ดินมรดกราคาไร่ละ 3,350 บาท ผู้จัดการมรดกเห็นชอบและตกลงขาย ศาลชั้นต้นให้รับเงินค่าที่นาไว้ 25% หลังจากนั้นในวันเดียวกันนายสมนึกยื่นคำร้องขอซื้อที่นามรดกในราคาไร่ละ 3,500 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งใหม่อนุญาตให้ขายให้นายสมนึกและคืนเงินให้เรืออากาศโทชาลีและพวก

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งศาลชั้นต้นที่ขายนามรดกให้นายสมนึกส่วนคำขอของเรืออากาศโทชาลีที่ให้โอนนามรดกแก่ตนกับพวกนั้นให้ยก

เรืออากาศโทชาลีฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1723 การจัดการมรดกเป็นหน้าที่ของผู้จัดการมรดกจะต้องทำเอง จะให้ผู้ใดทำแทนไม่ได้ เว้นแต่จะมีอำนาจทำได้โดยอาศัยพินัยกรรมหรือคำสั่งศาล หรือพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก กรณีที่จะขายมรดกให้แก่บุคคลใด ย่อมเป็นคำสั่งเกี่ยวกับการจัดการมรดก เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดกที่จะกระทำเอง มิใช่เป็นอำนาจของศาล ฉะนั้นการที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไป จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย (พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์)

หมายเหตุ : การที่ศาลจะนัดผู้จัดการมรดกมาพร้อมกัน ก็เพื่อมีคำสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งตามคำขอของผู้จัดการมรดก เช่น ผู้จัดการมรดกหลายคนมีความเห็นเป็นหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายมีเสียงเท่ากันในการจัดการเกี่ยวกับการขายทรัพย์มรดก และต้องขอให้ศาลชี้ขาดตามมาตรา 1726 หรือผู้จัดการมรดกจะเป็นผู้ซื้อทรัพย์มรดก แต่ทำไม่ได้เพราะผลประโยชน์ขัดกับกองมรดก ต้องขอใ้หศาลอนุญาตตามมาตรา 1722 เป็นต้น

แต่เมื่อไม่มีเหตุที่ผู้จัดการมรดกจะร้องขอต่อศาลได้ตามกฎหมาย ผู้จัดการมรดกจะมาขอให้ศาลจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลย่อมไม่จัดการให้ หากขืนจัดการไป การนั้นก็ไม่ชอบ ดังเช่นในฎีกาฉบับนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2953/2523 - ป. บ. และ ส. กับจำเลย เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ได้จัดแบ่งที่ดินมรดก และตกลงกันให้มีการทำถนน เพื่อให้เจ้าของที่ดินที่อยู่ด้านในมีทางออกสู่ถนนสาธารณะ กับตกลงกำหนดแนวทางที่จะทำถนนไว้แล้ว จำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ป. บ. และ ส. จึงร่วมกันเป็นโจทก์ โดย ป. และ บ. มอบอำนาจให้ ส. ฟ้องจำเลย อันเป็นการฟ้องให้สละที่ดินทำถนนเพื่อทายาทอื่นจะได้ใช้ร่วมกันตามข้อตกลงแบ่งมรดกที่ผู้จัดการมรดกเห็นพ้องต้องกัน ถือได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการมรดกร่วมกัน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ผู้จัดการมรดกตั้งตัวแทนให้จัดการมรดกรายนี้โดยไม่มีอำนาจ อันจะเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 1723

(1.2)  ห้ามผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมที่ตนมีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์กับกองมรดก ตามหลักผู้จัดการมรดกจะทำนิติกรรมดังกล่าวไม่ได้ เว้นแต่จะมีอนุญาตไว้ในพินัยกรรมว่ามีกรณีใดบ้างที่เจ้ามรดกยอมให้ผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมดังกล่าวได้ หรืออีกทางหนึ่ง ก็โดยได้รับอนุญาตจากศาล (มาตรา 1722)

ที่ว่ามีส่วนได้เสียเป็นปฏิปักษ์กับกองมรดกนั้น เช่น ในกรณีที่จะต้องขายทรัพย์มรดก ผู้จัดการมรดกจะเป็นผู้ซื้อทรัพย์นั้นไม่ได้ เพราะในฐานะผู้จัดการมรดก ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่ที่จะต้องขายทรัพย์นั้นให้ได้ราคาสูงที่สุด เพื่อประโยชน์ของกองมรดก แต่ถ้าผู้จัดการมรดกจะเป็ํนผู้ซื้อเสียเอง ผู้จัดการมรดกก็ย่อมจะต้องซื้อในราคาที่ถูก เพื่อประโยชน์ของผู้จัดการมรดก ส่วนได้เสียของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่ถ้ามีระบุอนุญาตไว้ในพินัยกรรมให้ผู้จัดการมรดกทำนิติกรรมดังกล่าวได้ แม้ส่วนได้เสียจเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ผู้จัดการมรดกก็ทำนิติกรรมนั้นได้ หรือแม้จะไม่มีพินัยกรรมอนุญาตไว้ ผู้จัดการมรดกก็อาจร้องขอให้ศาลอนุญาตก็ได้ ถ้าศาลพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องขายทรัพย์ การให้ผู้จัดการมรดกเป็นผู้ซื้อ ก็ไม่เป็นการเสียหายแก่กองมรดก เช่น มีการประกาศขายทรัพย์นั้นหลายครั้งหลายคราวแล้ว ก็ยังหาผู้ซื้อไม่ได้ หรือศาลเห็นว่าราคารที่ผู้จัดการตกลงซื้อเป็นราคาที่สมควร ไม่มีบุคคลอื่นให้ราคาสูงกว่า ศาลก็อาจมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้จัดการมรดกซื้อได้ มาตรา 1722 นี้ มีข้อความคล้ายกับ มาตรา 805 ในลักษณะตัวแทน

ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมีดังนี้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3408/2525 - ข้อเท็จจริงมีว่า ผู้ตายมีทายาท 2 คน คือ ภริยา (โจทก์) และบุตร ส่วนจำเลยเป็นพี่น้องกับผู้ตาย โจทก์กับจำเลยร่วมกันยื่นคำร้องขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดก ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลทั้งสองตามคำร้อง โดยให้แต่ละคนมีอำนาจเต็มในการจัดการมรดก โดยไม่ต้องร่วมกันจัดการ หลังจากนั้น โจทก์กับจำเลยได้ทำสัญญาแบ่งทรัพย์สินไว้ต่อกัน มีปัญหาว่า สัญญามีผลบังคับได้หรือไม่

จำเลยอ้างว่า บันทึกเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ตายกับจำเลย ไม่ใช่นิติกรรมก่อตั้งสิทธิใหม่ และไม่ใช่เป็นการแบ่งทรัพย์อันเป็นมรดกของผู้ตาย จำเลยทำสัญญากับโจทก์ในนามของตนเอง ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ไม่ต้องห้ามตามมาตรา 1722

ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาระหว่างโจทก์จำเลย ระบุถึงทรัพย์สินที่ตกเป็นส่วนได้ของโจทก์ บางข้อก็ระบุให้ทรัพย์สิน แม้อยู่ในนามของผู้ตายก็ให้ตกเป็นของจำเลย หนี้สินของผู้ตายให้ตกอยู่ในความรับผิดของจำเลยฝ่ายเดียว แม้ในสัญญาจะกล่าวถึงการที่จำเลยกับผู้ตายมีทรัพย์สินระคนปนกันอยู่ แต่สัญญาก็มิได้ระบุให้ปรากฏถึงทรัพย์สินที่จะถือว่าจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ ที่จำเลยอ้างว่าสัญญาแบ่งทรัพย์สินที่ทำไว้ต่อกัน ไม่ใช่นิติกรรมก่อตั้งสิทธิใหม่ จึงเป็นการโต้เถียงฝืนข้อเท็จจริงตามสัญญา กรณีแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า โจทก์จำเลยเอาทรัพย์สินอันเป็นมรดกของผู้ตายมาทำสัญญาแบ่งกัน ไม่ใช่เป็นการแบ่งทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม ดังข้ออ้างของจำเลย การที่จำเลยเอาทรัพย์สินของกองมรดกของผู้ตายซึ่งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก มาทำสัญญาแบ่งให้จำเลย ประโยชน์ส่วนได้เสียของจำเลย ย่อมเป็นปฏิปักษ์ต่อกองมรดกอยู่ในตัว แม้จะอ้างว่าเป็นการกระทำในฐานะส่วนตัว ก็ต้องห้ามตามมาตรา 1722 เพราะขณะทำสัญญา จำเลยยังเป็นผู้จัดการมรดกอยู่ สัญญาดังกล่าวจึงเป็นโมฆะ

ข้อน่าคิดในฎีกาฉบับนี้ ในเบื้องต้นเกี่ยวกับการร้องขอตั้งผู้จัดการมรดก ถ้าโจทก์โดยลำพังเป็นผู้ร้องขอให้ศาลตั้งตนกับจำเลยเป็นผู้จัดการมรดก ก็ย่อมทำได้โดยไม่มีปัญหา เพราะโจทก์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย แต่เฉพาะตัวจำเลยไม่มีส่วนได้เสีย แม้จะมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินร่วมกับผู้ตาย (ฎีกาที่ 1047/2518) จำเลยจึงไม่มีสิทธิร้องขอ ถ้าจำเลยร้องขอร่วมมากับโจทก์ ศาลก็น่าจะยกคำร้องของจำเลยเสียตั้งแต่แรก

แต่เมื่อตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ตราบใดยังไม่ถูกถอดถอน จำเลยก็ยังเป็นผู้จัดการมรดกอยู่ คดีนี้ ถ้าจำเลยเป็นทายาท แต่มิได้เป็นผู้จัดการมรดกด้วย โจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดก น่าจะทำสัญญาแบ่งทรัพย์มรดกกับจำเลยได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตจากศาล เพราะการทำสัญญาแบ่งทรัพย์ก็เป็นการแบ่งมรดกอย่างหนึ่งตามมาตรา 1750 ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการมรดก เป็นคนละเรื่องกับข้อห้ามตามมาตรา 1722 โดยเฉพาะในเรื่องนี้ ต้องกระทำไปด้วยความยินยอมของทายาท ซึ่งเป็นคู่กรณีด้วย ถ้าผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกไม่ได้แล้ว ก็จะตั้งผู้จัดการมรดกไว้เพื่อประโยชน์อะไร กรณีดังกล่าวต่างกันกับคดีนี้ เพราะคดีนี้ จำเลยไม่ได้เป็นทายาท ไม่มีสิทธิได้รับแบ่งมรดก จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกจะแบ่งเอาทรัพย์มรดกเป็นของตนไม่ได้ แม้ทรัพย์สินที่เอามาแบ่งจะมีแต่เฉพาะทรัพย์ที่จำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่ด้วย จำเลยก็น่าจะกระทำมิได้

(1.3)  การจัดการมรดกที่มีผู้จัดการมรดกหลายคน มาตรา 1726 บัญญัติว่า การทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ซึ่งมีหลายคนนั้น ต้องถือเอาตามเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมว่าไว้เป็นอย่างอื่น ถ้าเสียงเท่ากัน เมื่อผู้มีส่วนได้เสียร้องขอ ก็ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด

การให้จัดการไปตามเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีผู้จัดการมรดกหลายคนนั้น เป็นหลักทั่วไปที่มาตรา 1726 บัญญัติว่า เว้นแต่จะมีข้อกำหนดพินัยกรรมว่าไว้เป็นอย่างอื่น ย่อมหมายถึงว่ามีพินัยกรรมกำหนดไว้ในทางตรงกันข้าม คือ ไม่ให้ถือเอาตามเสียงข้างมาก ซึ่งอาจมีได้ 2 ทางคือ ทางหนึ่งให้จัดการไปตามเสียอันเป็นเอกฉันท์ อีกทางหนึ่งให้จัดการไปตามความเห็นของผู้จัดการแต่ละคน

การจัดการไปตามความเห็นของแต่ละคนนั้น เป็นเรื่องแยกกันจัดการ อาจมีได้ในกรณีที่พินัยกรรมกำหนดให้ผู้จัดการแต่ละคนมีอำนาจหน้าที่จัดการในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะแยกกันคนละเรื่อง (มาตรา 1714, 1715 และฎีกาที่ 1167/2505)

ส่วนการจัดการไปตามเสียงอันเป็นเอกฉันท์นั้น ผู้จัดการมรดกทุกคน ต้องมีความเห็นสอดคล้องต้องกันในการที่จะจัดการอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงจะจัดการในเรื่องนั้นไปได้ ถ้ามีผู้จัดการแม้แต่คนเดียวไม่เห็นด้วย ก็ไม่อาจจัดการได้ตามนั้น

การจัดการตามเสียข้างมาก กับการจัดการตามเสียอันเป็นเอกฉันท์ ผู้จัดการมรดกจะต้องจัดการร่วมกัน เป็นคนละอย่างกับเรื่องแยกกันจัดการ

ในกรณีที่มีผู้จัดการหลายคน หากบางคนพ้นหน้าที่ไป โดยจะเป็นเพราะถึงแก่ความตายหรือเพราะเหตุใดก็ตาม ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกประเภทที่ต่างคนต่างมีอำนาจหน้าที่จัดการโดยลำพัง ผู้มีส่วนได้เสียย่อมร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกเข้ามาจัดการแทนเฉพาะในส่วนนั้น ๆ ได้ ตามมาตรา 1713

แต่ถ้าเป็นผู้จัดการมรดกที่จะต้องจัดการร่วมกัน หากเป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ผู้จัดการมรดกที่เหลือจะจัดการต่อไปไม่ได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อคำสั่งศาล (ฎีกาที่ 461/2514 และ 7824/2547) ต้องร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดกขึ้นมาใหม่ให้ครบจำนวน หรือให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้จัดการมรดกที่ยังเหลือมีอำนาจหน้าที่จัดการได้ต่อไป ทั้งนี้แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร แต่ถ้าผู้จัดการมรดกนั้น เป็นผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งเจ้ามรดกได้ตั้งขึ้นมาด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจ เมื่อคนหนึ่งคนใดต้องพ้นหน้าที่ไป ก็ต้องบังคับตามมาตรา 1715 คือ ถ้าเหลือเพียงคนเดียว ผู้จัดการนั้น ก็จัดการไปได้โดยลำพัง ไม่อาจจะร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการเข้ามาร่วมจัดการได้ แต่ถ้ามีเหลือหลายคนก็ยังต้องจัดการร่วมกันต่อไป แต่ละคนจะจัดการโดยลำพังไม่ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่โดยทั่ว ๆ ไป ของผู้จัดการมรดกมีดังนี้

305/2498

58/2490

278/2490

1042/2496

872-873/2497

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1167/2505 - เมื่อศาลตั้งผู้จัดการมรดกไว้หลายคนโดยมิได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคนไว้โดยเฉพาะ การทำหน้าที่ของผู้จัดการมรดกนั้น ต้องถือตามเสียงข้างมาก และนับแต่วันที่ศาลตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว บรรดาทายาททั้งหลายย่อมหมดสิทธิที่จะเข้าจัดการมรดก แม้จะไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามไว้ชัดแจ้งก็ต้องถือดังนั้น มิฉะนั้นจะเป็นการจัดการมรดกซ้อนอำนาจผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้ง

จำเลยเช่าที่ดินจากผู้จัดการมรดกคนหนึ่ง โดยผู้จัดการมรดกร่วมมิได้รู้เห็นด้วย ย่อมเป็นการเช่าจากบุคคลที่ไม่มีอำนาจให้เช่าได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงอ้างสิทธิการเช่านั้นไม่ได้ การที่จำเลยยังคงอยู่ในที่พิพาทต่อไปภายหลังที่โจทก์บอกกล่าวให้รื้อถอนย่อมเป็นการอยู่โดยละเมิด

316-320/2506

1404-1405/2508

364/2509

80/2511

382/2511

461/2514

1707/2515

1674/2516

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 204/2530 - ในกรณีที่มีแต่ผู้ร้องและผู้คัดค้านเพียงสองคนเท่านั้น ขอเป็นผู้จัดการมรดกและมีพฤติการณ์ว่าคนทั้งสองเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน การจัดการมรดกคงจะไม่อาจถือเอาเสียงข้างมากตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ได้ หากให้คนทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันย่อมจะไม่เป็นผลดีแก่กองมรดกและทายาทของผู้ตาย โดยเหตุนี้ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านคนใดคนหนึ่งเท่านั้นที่สมควรเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย โดยพิจารณาตั้งผู้ที่มีความเหมาะสมกว่า

1443/2544

Cr. ท่านศาสตราจารย์เพรียบ หุตางกูร หน้า 230 ถึง หน้า 241



แชร์สิ่งนี้